PROJECT

1.พัฒนาการรักษาโรคด้วยเซลล์และยีนบำบัด

กลุ่มเริ่มจากการพัฒนาการรักษาโรคโดยใช้เซลล์ที่เป็นการรักษามาตรฐาน หรือใกล้มาตรฐานที่สุดในต่างประเทศให้นำมาใช้ในโรงพยาบาลโดยมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับที่มีรายงาน จากนั้นพัฒนาการรักษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้นเป็นลำดับขั้นโดยพิจารณาจากความเสี่ยงต่อผู้ป่วยและโอกาสที่จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย จากในอดีตที่การใช้เซลล์ในการรักษา เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นการเก็บเซลล์แล้วนำมาใช้ในผู้ป่วยโดยไม่ผ่านกระบวนการทางห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีการรักษาระดับที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งต้องมีการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเซลล์เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเดือนก่อนนำไปใช้ ทำให้จำเป็นต้องมีระบบทางห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน มีการทดสอบคุณสมบัติเซลล์ที่ละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น เช่น การเพาะแผ่นผิวหนัง แผ่นกระจกตา และการเพิ่มจำนวนเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันเพื่อนำไปใช้ในโรคมะเร็ง ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพันธุกรรมของเซลล์ ก็ต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตและตรวจสอบคุณสมบัติเพิ่มเติมขึ้นอีก นอกจากสเต็มเซลล์ที่ได้จากอวัยวะต่างๆ ของร่างกายแล้ว เทคโนโลยีขั้นสูงสุดในปัจจุบันคือการนำเซลล์ร่างกายมาเปลี่ยนเป็นสเต็มเซลล์ชนิดพหุศักยภาพ ซึ่งสามารถนำไปสร้างเซลล์ชนิดใดๆก็ได้เพื่อนำไปใช้รักษาโดยยังคงรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วย ลดปัญหาการไม่เข้ากันของเนื้อเยื่อเมื่อปลูกถ่าย นอกจากนั้นยังสามารถใช้การตัดต่อยีนแก้ปัญหายีนที่ผิดปกติในผู้ป่วยได้ โดยเทคโนโลยีนี้เริ่มมีการทดสอบในผู้ป่วยแล้วในต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมศูนย์ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้แล้วโดยอยู่ระหว่างการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง โดยมีเชื่อมโยงกับศูนย์วิจัยนานาชาติหลายสถาบัน

โรคที่อยู่ในโครงการดำเนินการของศูนย์ในปัจจุบัน

  1. โรคกระจกตา
  2. แผลไฟไหม้
  3. ธาลัสซีเมีย
  4. โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิดชนิดรุนแรง
  5. โรคเกร็ดเลือดผิดปกติ
  6. โรคกระดูกอ่อนข้อเข่าเสื่อม
  7. โรคพาห์กินสัน

การรักษามะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกัน

การรักษามะเร็งโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนระบบคุ้มกัน (cancer immunotherapy) เป็นสาขาที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็นที่สนใจกันมากในระดับนานาชาติ เนื่องจากผลการวิจัยไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่าสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในมะเร็งที่การรักษาทั่วไปไม่ได้ผลบางชนิดอย่างชัดเจน เช่น leukemia และ lymphoma ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาอื่นแล้ว สามารถทำให้เกิดcomplete remission ได้มากกว่า 90% เซลล์ภูมิคุ้มกันมีหลายชนิดที่ถูกนำไปใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง เช่น activated natural killer cells, cytokine induced killer cells, cytotoxic T lymphocyte, tumor infiltrating lymphocyte (TIL) และเซลล์ภูมิคุ้มกันที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความจำเพาะต่อมะเร็งชนิดต่างๆ (genetic-engineering immune cells and chimeric antigen receptor transduced immune cells) จุดแข็งที่สำคัญของกลุ่ม immunotherapy ของจุฬาฯ คือ ศูนย์สเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดทำงานร่วมกับศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตแอนติบอดี้ขึ้นใช้เองทั้งทดแทนยากลุ่ม targeted therapy ซึ่งมีราคาแพง และแอนติบอดี้ต่อโปรตีนที่พบในมะเร็งชนิดใหม่ เพื่อการพัฒนาการรักษาใหม่ที่ใช้ bispecific antibody ร่วมกับเซลล์ภูมิคุ้มกันในการรักษามะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศโดยเริ่มจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งรังไข่  โดยทำให้นอกจากที่จะมีโอกาสจะมีศักยภาพในการพัฒนาแนวทางการรักษาที่จำเพาะของศูนย์ฯ ยังอาจนำไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้อีกด้วย

2.พัฒนาการตรวจวิเคราะห์เซลล์มะเร็ง เพื่อคัดกรอง และประเมินการตอบสนองต่อยา

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความก้าวหน้าเกี่ยวกับงานวิจัยโรคมะเร็ง ทำให้เกิดแนวทางใหม่ในการรักษาโดยที่ข้อมูลทางด้าน genetic และ molecular อื่นๆ ของมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละรายถูกนำไปใช้ในการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเจาะจงกับคนไข้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก ใช้ในการบริการทั่วไปในแต่ละวัน ศูนย์ความเป็นเลิศด้านมะเร็งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากเป็น super-tertiary care นอกจากจะมีภาระกิจในการดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อนที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีพื้นฐาน ยังมีหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ เพื่อนำไปใช้ในการตรวจคัดกรอง ป้องกัน รักษาโรคมะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย เอื้อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงการรักษาได้

ศาสตร์ด้านสเต็มเซลล์มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาการบริการด้านโรคมะเร็งตั้งแต่การตรวจหา cancer stem cell ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการกลับเป็นซ้ำ การเกิด metastasis ในการพยากรณ์โรคและตัดสินใจวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไปจนถึงการสร้าง  in vitro 3D model  ที่เรียกว่า organoid จากเซลล์มะเร็งผู้ป่วย เพื่อนำไปใช้ในการตรวจสอบการตอบสนองต่อยาโดย High-throughput screening ที่ผ่านมาศูนย์ความเป็นเลิศด้านสเต็มเซลล์และเซลล์บำบัดของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประสบความสำเร็จในพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงแบบ organoid ของ intestinal epithelium, urinary epithelium, skin และ liver progenitor ในขั้นต่อไปคือ การสร้าง cancer organoid และทดสอบการตอบสนองต่อยา ซึ่งในต่างประเทศพบว่ามีการตอบสนองใกล้เคียงกับในผู้ป่วยจริง

ทั้งนี้ปัจจุบันหน่วยร่วมมืออยู่กับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร หน่วยศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ภาควิชาศัลยศาสตร์ ศูนย์ชีววิทยาเชิงระบบ และฝ่ายวิจัยในการสร้าง cancer organoid bank และการพัฒนาระบบ screen เพื่อเลือกยาที่เหมาะสม และสร้างแอนติบอดี้ในการวินิจฉัยและรักษาโรค

3.พัฒนาการใช้สเต็มเซลล์เป็นโมเดลในการวินิจฉัย การศึกษากลไกการพยากรณ์โรครวมทั้งการหาวิธีการรักษาใหม่ โดยเฉพาะโรคที่มีปัจจัยจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และโรคความเสื่อมระบบประสาท

จากการร่วมมือกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเวชพันธุศาสตร์ซึ่งเป็นผู้นำในด้านการค้นพบยีนที่เป็นสาเหตุของโรคพันธุกรรมที่พบในประเทศ ซึ่งเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ทำให้เกิดโอกาสใหม่ในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคพันธุกรรมที่ไม่ทราบสาเหตุ จากเดิมที่อาศัย bioinformatics ในการหายีนที่เป็น candidate ที่เป็นสาเหตุของโรคร่วมกับ association study ซึ่งมีข้อจำกัดในกรณีที่mutation เกิดในยีนที่ไม่มีผู้ศึกษามาก่อนไม่ทราบการทำงาน หรือพบความผิดปกติในหลายตำแหน่งไม่ทราบว่าตำแหน่งใดเป็นสาเหตุหลัก การใช้ iPSC technology ร่วมกับการตัดต่อแก้ไขยีน สามารถสร้างเซลล์ชนิดจำเพาะขึ้นมาทดสอบการทำงานของยีนที่ผิดปกติโดยตรงสามารถนำสู่คำตอบแม้จะเป็นโรคที่พบได้ยาก ซึ่งสามารถนำไปสู่การให้คำปรึกษาที่เหมาะสมตลอดจนการหาวิธีการรักษาใหม่

โรคความเสื่อมระบบประสาท ไม่ว่าจะเป็นโรคอัลไซร์เมอร์ พาห์กินสัน หรือ ALS นับเป็นปัญหาสำคัญของโลก เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้จำนวนมากกว่า 200,000 ราย โรคกลุ่มนี้แม้ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ การรักษาที่มีเป็นเพียงแค่ให้ยาประคับประคองอาการของผู้ป่วยโดยที่ไม่สามารถยับยั้งการตายของเซลล์ประสาทได้ จำเป็นต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการรักษาดูแลจนเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีการศึกษามาอย่างยาวนานแต่กลไกของโรคกลุ่มดังกล่าวก็ยังเป็นที่ถกเถียง ประกอบกับโมเดลการใช้ทดสอบยาที่ใช้กันแพร่หลายในอดีต ไม่ว่าจะเป็น cell line หรือ transgenic animal ยังมีความแตกต่างอยู่มากกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยจริงทำให้ไม่สามารถพัฒนาการรักษาใหม่ที่มีประสิทธิภาพได้

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากความก้าวหน้าของงานวิจัย stem cell โดยเฉพาะอย่างยิ่ง reprogramming ทำให้ปัจจุบันสามารถนำเซลล์ร่างกายทั่วไปของผู้ป่วยสร้างเป็น stem cells ที่เรียกว่า induced pluripotent stem cell และนำไปเปลี่ยนเป็นเซลล์ประสาทชนิดจำเพาะที่สูญเสียไปในภาวะต่างๆได้ นอกจากจะแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเซลล์ประสาทนั้นมาปลูกถ่ายรักษาโรค ยังสามารถนำมาใช้ศึกษากลไกของโรคและทดสอบยาใหม่อย่างที่ในอดีตไม่สามารถทำได้ ผลงานวิจัยในช่วง 2-3 ปีมานี้นอกจากจะแสดงให้เห็นว่าเซลล์ประสาทชนิดจำเพาะที่สร้างจากผู้ป่วยโรคความเสื่อมของระบบประสาทชนิดที่เกิดจากพันธุกรรมจะเกิดความเสื่อมในหลอดทดลองเหมือนในผู้ป่วยแล้ว แม้แต่เซลล์จากผู้ป่วยโรคความเสื่อมของระบบประสาทชนิด sporadic ซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยกว่า ก็มีความผิดปกติที่ตรวจพบได้เทียบกับเซลล์ผู้ป่วยปกติ และเริ่มมีสารเคมีและยาที่ถูกค้นพบโดยใช้โมเดลดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการ screen ศูนย์มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง iPS cell bank ผู้ป่วยอัลไซร์เมอร์ พาห์กินสัน พัฒนาระบบทดสอบยาที่จำเพาะสำหรับโรค  เพื่อนำไปใช้ในแนวทางการรักษาโดยคัดเลือกยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย(personalized medicine) ตั้งเป้าให้ถึงการบริการครบวงจรตั้งแต่คัดกรอง ตรวจสอบความเสี่ยงของการเป็นโรค การคัดเลือกยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย รวมทั้งการพัฒนายามูลค่าสูงขึ้นเองในประเทศทั้งจากสมุนไพรและสารขีวโมเลกุลต่างๆ ต่อไป

4.การสร้างแหล่งให้ความรู้ด้านสเต็มเซลล์แก่ประชาชน

แม้ว่าสเต็มเซลล์จะเป็นศาสตร์ที่มีความก้าวหน้าและมีโอกาสที่ดีที่จะถูกนำไปใช้ในโรคต่างๆอย่างได้ผลจริงในอนาคต ปัจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่หาผลประโยชน์กับชื่อสเต็มเซลล์ มีการนำไปใช้ในทางที่ผิด มีการโฆษณาให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องกับประชาชนอย่างแพร่หลาย จนทำให้กิดความเข้าใจผิดในสังคม มีผู้เสียเงินจำนวนมากและเกิดผลข้างเคียงในผู้ป่วยการนำไปใช้ในลักษณะดังกล่าวแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากช่องโหว่ในแง่กฏหมายควบคุมที่มีอยู่เดิม เพื่อปกป้องผู้ป่วยศูนย์มีโครงการจัดสร้าง website  สร้างเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ทางวิชาการ ในรูปแบบทั้งเชิงลึกสำหรับแพทย์และบุคลากรทางสาธารณสุข และเชิงกว้าง เข้าใจง่ายเพื่อประชาชนทั่วไป ตั้งแต่เรื่องพื้นฐาน เช่น สเต็มเซลล์คืออะไร การวิจัยทางการแพทย์คืออะไร ไปจนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาการรักษาโรคแต่ละชนิดด้วยสเต็มเซลล์ guideline ขององค์กรระดับสากล โรคที่ถือเป็นการรักษามาตรฐานในประเทศ โดยเน้นการให้ข้อมูลที่แม่นยำว่าโรคใดมีความก้าวหน้าถึงเพียงไหน มีการทำ clinical trial ที่น่าสนใจที่ใดบ้าง  รวมไปจนถึงความเสี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และข้อบังคับและหน่วยงานดูแลของประเทศ   โดยมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ระดับสากลทั้งนี้ website ให้ข้อมูลด้านสเต็มเซลล์ที่สื่อสารได้มีประสิทธิภาพแม้ในระดับโลกก็ยังมีจำกัด

สถานที่ปฏิบัติงาน

การนำเซลล์ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงหรือมีการดัดแปลงคุณสมบัติของเซลล์ มีการผลิตปริมาณมากเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับส่งไปใช้ในสถานบริการอื่นนอกโรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยและการยอมรับระดับนานาชาติ จำต้องมีห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ผ่านมาตรฐาน GLP, ISO ไปจนถึง cGMP  แล้วแต่กรณี ห้องปฏิบัติการชั้น 8 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ถูกออกแบบมาเพื่อการรองรับการผลิตเซลล์ภายใต้ cGMP หลายชนิด รวมถึงเซลล์ชนิดที่จะเข้าสู่บริการในอนาคต Robotic cell processing laboratory ชั้น 8 อาคารแพทยพัฒน์มีศักยภาพที่จะผลิตเซลล์clinical grade ปริมาณมาก ศูนย์มุ่งหวังจะเป็นห้องปฏิบัติการเซลล์เพื่อใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการรับรองแห่งแรกในประเทศ ถึงขั้นได้รับการรับรองให้สามารถผลิตเซลล์ลักษณะผลิตภัณฑ์ เป็นแบบอย่างและที่อ้างอิงของศูนย์อื่นๆในอนาคต ตลอดจนเป็นที่เผยแพร่ความรู้ จัดอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานห้องปฏิบัติการเซลล์เพื่อใช้ในผู้ป่วยในประเทศ

อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ตึกศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางชั้น 8

ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเซลล์ด้วยหุ่นยนต์  ชั้น 8 อาคารแพทยพัฒน์